จุดเริ่มต้นเล็กๆจากการที่อยากมีบ้านบนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่งให้กับครอบครัว ต่อมาก็มีชาว r บ้านที่อยู่ข้างเคียงที่มีปัญหาเรื่องหนี้สินมาเสนอขายที่แปลงนาที่ติดกันรวม 8 แปลง (ซึ่งทุกแปลงล้วนแต่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน) รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด 19 ไร่ 1 งาน จากคำพูดของชาวบ้านที่นำที่มาขายและเป็นหนี้จากการทำนา บอกว่า “ถ้าเขาไม่ทำนา แล้วจะให้เขาไปทำอะไร” เป็นจุดเริ่มต้นของการกระตุกความคิดให้ค้นหาข้อมูลการจัดการพื้นที่จากสื่อต่างๆ ได้เข้าอบรบในเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ที่ภูมิรักษ์ธรรมชาติ มาบเอื้อง ข้าวขวัญ จนสุดท้ายได้มาเรียนเรื่องการออกแบบพื้นที่โคกหนองนา กับ พระอาจารย์สายชลขันติธัมโม (ในปี 2559) ได้เรียนรู้ และได้ซึมซับถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งใจพระราชประทานให้แก่ประชาชน ก่อให้เกิดความศรัทธา และมุ่งมั่นที่จะสืบสาน ต่อยอดจากสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชประทานไว้
- ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ สิ่งแรกที่ลงมือทำ คือการทำนาปลูกข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ต้องรวบรวมความกล้าที่ลองลงมือทำ ความผิดพลาด ให้ถือเป็นบทเรียนที่จะนำไปแก้ไขในครั้งต่อๆไป ผลที่ได้รับคือ หลังฤดูฝนแรก หลังจากขุดปรับแปลง ก็มีข้าวที่ปลูกเองกิน ผลผลิตแม้ไม่มาก แต่ความภาคภูมิใจที่ได้รับเต็มเปี่ยม
- พื้นที่แปลงมีขนาดใหญ่ ช่วงแรกเร่งปลูกต้นไม้ให้ทั่วทั้งแปลง ปลูกแล้วดูแล รดน้ำไม่ทั่วถึง ทำให้ต้นไม้ตายไปพอสมควร จึงต้องนำข้อผิดพลาดมาปรับแก้ใหม่โดยวางแผนการปลูกต้นไม้ช่วงต้นฝน (ปลาย เม.ย.) เลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และทยอยปลูกและดูแลเป็นโซนๆ เน้นทำแบบ “เล็กแคบชัด”เมื่อต้นไม้โตแข็งแรงแล้วจึงค่อยๆขยายไปปลูกโซนอื่นเพิ่มเติม
- สภาพดินเหนียว ดินก้นบ่อ ยามแห้งแล้ง ดินจะแข็งมาก และแตกระแหง ทำให้ยากต่อการขุด ต้นไม้จะเจริญเติบโตช้า หลายต้นตาย เพราะรากถูกฉีกขาด ตอนดินแตกระแหง ยามฝนตก น้ำแฉะ ดินก็จะเละ ขังน้ำ ทำให้เดินทางเข้าออกแปลงลำบาก ต้นไม้ที่ปลูกถูกน้ำขัง ทำให้ตายจากรากเน่า ต้องค่อยๆแก้ไขปรับปรุงดิน โดยการห่มดิน เพิ่มอินทรียวัตถุ ใส่น้ำหมักจุลินทรีย์ ขุดหลุมหมักดินไว้ก่อนที่จะปลูกต้นไม้อย่างน้อย 2 เดือน โดยจะขุดเตรียมหลุมปลูกในช่วงเดือน ม.ค-ก.พ. เพื่อให้พร้อมปลูกในช่วงต้นฝน (ปลาย เม.ย.)
- เวลา สืบเนื่องจากอาชีพหลักเป็นเภสัชกรประจำร้านยา เปิดร้านทำงานตั้งแต่ 8.00 - 20.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุด จะมีเวลาเข้าทำงานในแปลงได้เต็มที่ในช่วงวันหยุด (กรณีคุณภรรยา ไม่ต้องเข้าเวรที่ห้องยาของ ร.พ.) และต้องจัดสรรเวลาเข้าแปลงเพิ่ม วันละ1-2 ชั่วโมง ช่วงบ่าย เพื่อเข้าไปดูแลรดน้ำต้นไม้
- ครอบครัว ในช่วงแรกของเริ่มต้นทำแปลง คนในครอบครัวมักจะมีคำถามว่าทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร เสียเวลาที่ต้องให้กับครอบครัว เสียเวลาที่ต้องปิดร้านเข้าแปลงและไปร่วมทำกิจกรรม ทำให้สูญเสียรายได้ เกิดความไม่เข้าใจกันบ้าง ต้องใจเย็น ค่อยๆลงมือทำ คำตอบอยู่ที่ผลของการลงมือทำ ไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูดที่มากมาย นอกจากนี้ก็พาลูกไปเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มฝันทำจริง ให้ลูกกลับมาเล่าสิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม
- คนรอบข้าง จากการที่เราทำไม่เหมือนคนอื่น คนรอบข้างก็จะมองเราแปลกๆ คล้ายคนบ้า หลายคนก็บอกว่างานที่ทำอยู่ก็สบายอยู่แล้ว มาทนขุดดิน ทนร้อนตากแดดดำนา ปลูกต้นไม้ทำไม เราก็แต่ฟัง ยิ้ม แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นทางรอดของเราต่อไป
- ศึกษาหาความรู้จากสื่อต่างๆ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
- เข้าร่วมอบรมที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ รุ่น CMS ต้นประกาศ
- เข้าร่วมอบรมกสิกรรมธรรมชาติ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง รุ่น 466
- เข้าร่วมอบรมการทำนาอินทรีย์ ที่มูลนิธิข้าวขวัญ
- เข้าร่วมอบรมการออกแบบโคกหนองนา ที่วัดมงคลชัยพัฒนา รุ่น 1 (ฝันทำจริง รุ่น 1)
- พยายามเข้าร่วมเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ในกิจกรรมเรียนกับแปลงถือแรงสามัคคี
เริ่มจาก “ความศรัทธา” ในสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงคิดและทำเพื่อพวกเรา หลังจากที่ผ่านการอบรมที่วัดมงคลชัยพัฒนากับพระอาจารย์สายชล ขันติธัมโม ก็ได้รับรู้ถึง “ความมุ่งมั่น” ของพระอาจารย์ที่ต้องการจะสืบสาน และต่อยอดในสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงคิดไว้ รวมถึงได้รับ “ความเมตตา” จากพระอาจารย์ในการออกแบบ และขุดปรับพื้นที่จนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมเรียนกับแปลงถือแรงสามัคคีในหลายๆแปลงที่พระอาจารย์ออกแบบให้ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ได้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ มีความสุข สนุกที่ได้มาพบปะพูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดความผูกพันประดุจเครือญาติกัน
กลุ่มฝันทำจริง คือ “ครอบครัว” ที่มีความปรารถนาดีให้กันและกัน พร้อมที่จะให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือกัน คอยเติมกำลังใจซึ่งกันและกัน ก้าวไปด้วยกัน จะไม่ทิ้งกัน


